ก็เพลงมันเศร้า

Standard

ในหลายๆทีเวลาเราประสบปัญหาอะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจ เพลงเศร้ามักจะเป็นเพลงอันดับต้นๆที่เราเลือกฟัง   เสมอๆ ยาวนาน และซ้ำไปซ้ำมา

แต่ก็มีบางคนที่พยายามหาเพลงสนุกๆ หรือเพลงแนวให้กำลังใจมาเปลี่ยนอารมณ์เศร้าของตัวเอง แต่ละคนก็มีการกับจัดการความเศร้าของตัวเอง

เพลงเศร้าช่วยเราอย่างไร?

มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า เพลงเศร้ามีบทบาทในการช่วยควบคุมอารมณ์ เพราะการฟังเพลงเศร้าเป็นการระบายความรู้สึก พร้อมยังตอบสนองให้มีความพึงพอใจ เนื่องจากเพลงเศร้าที่เราเลือกฟังนั้นมักเลือกฟังเพื่อสะท้อนหรือบอกเล่าความรู้สึกตัวเองในขณะที่ตัวเองพูดออกมาไม่ได้ เพลงเศร้าจึงเป็น การกู้คืน การระบาย อธิบาย ความพึงพอใจ ความต้องการที่จะปล่อยความทุกข์ทางอารมณ์

ฟังเพลงเศร้าดีอย่างไร?

นอกจากอย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เพลงเศร้ายังทำให้เราเกิด ความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นใจ และมีเมตตาต่อความทุกข์ของคนอื่นเมื่อมีการแบ่งปันซึ่งกันและกัน

อยากหลุดจากการฟังเพลงเศร้าวนเวียน

“หยุดฟังเศร้าเลยได้ไหม?” หรือ “เปิดฟังเพลงสนุกๆแทน?”

ดิฉันไม่อยากให้คุณหลีกหนีความเศร้าโศก ความเศร้าไม่ได้เป็นการทำร้าย แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า จิตใจคุณต้องการการเข้าอกเข้าใจ การที่เพลงเศร้าดึงดูดคุณมาคุณก็ควรใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการระบายความทุกข์ยากในใจ เพลงเป็นเพื่อนที่เข้าใจคุณที่สุดในยามที่คุณไม่รู้ว่าจะสื่อมันออกมาอย่างไร

Elton John sang: “[T]here are times when we all need to share a little pain…When all hope is gone, sad songs say so much.”

เมื่อคุณฟังเพลงเหล่านี้แล้วดิฉันอยากแนะนำให้ทำเป็น playlist และจบ playlist ของคุณด้วยเพลงที่จะทำให้คุณรู้สึกดี รู้สึกมีกำลังใจ และรู้สึกมีพลังในการใช้ชีวิตต่อไป

May Music Be with YOU!!!!

 

Advertisements

ทักษะการฟังของนักดนตรี(บำบัด)

Standard

ช่วงนี้เห็นหลายคนในเฟสบุคแชร์ วีดีโอของสมาคมสะมาริตันส์

ซึ่งตอนนี้ทางสมาคมมีการรณรงค์เรื่อง “การฟัง”

คุณจะฟังด้วยสมอง หรือ ฟังด้วยหัวใจ?

พอวิดีโอนี้ออกมา ดิฉันก็เห็นหลายๆคนตอบรับอย่างดีผ่านทางการแชร์กันทางเฟสบุค วิดิโอนี้ได้ย้อนถามคนทั่วๆไปว่า คุณฟังผิดมาตลอดชีวิตหรือเปล่า

ในหลายๆครั้งคนที่มาเล่าเรื่องราวความทุกข์ให้เราฟัง เขาแค่อยากให้คนที่ฟังเค้าเข้าใจว่าเค้ากำลังประสบอะไรอยู่ อยากให้อยู่เป็นเพื่อน และหลายๆครั้งก็ไม่ได้ต้องการคำแนะนำ คนส่วนใหญ่เมื่อได้ฟังความทุกข์ของเพื่อนฝูงแล้วก็จะมีประโยคที่ชอบใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น “อย่าคิดมากนะแก”, “ใจเย็นๆนะ”, หรือ “เฮ้ยเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น”

โดยส่วนตัวดิฉันเข้าใจว่าเพื่อนๆต่างก็หวังดี อยากให้เพื่อนหายเศร้า หายทุกข์ จึงปลอบใจด้วยการแนะนำการแก้ใขปัญหา แต่หากมีวิธีที่ดีกว่านี้ ที่ช่วยเพื่อนให้สามารถสบายใจได้มากกว่านี้ คุณจะทำไหมคะ?

ในทางบำบัดไม่ว่าสายไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ การฟังเชิงรุก หรือ active listening พวกเรารับฟัง พยายามเข้าใจปัญหาที่เค้าพยายามสื่อ และสะท้อนอารมณ์ของผู้เล่ากลับไป หรือทวนคำพูด เช่น

A: ผมพยายามทำงานหนักมาเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ทำไมแฟนผมถึงนอกใจผม ผมมีอะไรที่ไม่ดีหรอครับ

คำตอบธรรมดา: ก็เพราะคุณทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ภรรยาเลย คุณคิดหรือไม่ว่าภรรยาเค้าจะรู้สึกอย่างไร

คำตอบของ active listening: คุณคงรู้สึกเหมือนว่าภรรยาไม่เห็นค่าในสิ่งที่คุณทำใช่ไหมคะ

มันจะเป็นการดีที่เราจะหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียนการกระทำของผู้ที่เข้ามาระบายปัญหาให้เราฟัง เพราะเค้าจะได้รู้สึกเหมือนว่าเค้าสามารถระบายความทุกข์ร้อนของเขาได้อย่างสบายใจ และเมื่อเรารู้ปัญหาจริงๆของเขาแล้วเราก็สามารถหาเป้าหมายในการบำบัดได้

สำหรับบุคคลธรรมดา เมื่อเค้าได้ระบายสิ่งที่เค้าอัดอั้นตันใจออกมาหมด ถึงแม้ว่าปัญหาจะไม่ได้ถูกแก้ใข พวกเขาก็จะรู้สึกดีขึ้นคะ เพราะมีคนเข้าใจและรับฟังปัญหาของเขาโดยไม่ได้ตัดสินว่ามันคืออะไร

ในทางดนตรี

นักดนตรีส่วนใหญ่มักมีทักษะการฟังเสียงที่ดี เพราะต้องคอยเช็คเสมอว่า sound ที่เล่นออกมานั้น ดีหรือยัง หรือถ้าเล่นเป็นกลุ่ม ก็จะต้องคอยฟังว่าเสียงมัน balance กับเครื่องดนตรีชนิดอื่นหรือไม่ นักดนตรีต้องคอยเช็คว่า เสียงที่ออกมานั้น มีเพื้ยนไหม ถูกคอร์ดหรือยัง มันเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการเล่นดนตรี ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ว่า นักดนตรีทุกคนอยากให้ผลงานของตัวเองออกมาดี ฟังแล้วเป็นที่พอใจ

ในทางดนตรีบำบัด

นักดนตรีบำบัดต้องฝึกการฟังดนตรีแบบ active listening คือ ไม่ว่าเค้าจะเล่นมาอย่างไร ร้องเพี้ยน เล่นเบามาก เล่นดังมาก เล่นไม่เข้ากันเลย เราจะไม่ไปตัดสินว่า sound ที่ออกมานั้นดีหรือไม่ดี แต่ทุกอย่างที่เค้าสื่อออกมาทางดนตรีนั้นคือ เรื่องราวของเขา อาจจะมีเรื่องราวที่เลวร้ายในชีวิต เรื่องราวที่อัดอั้นตันใจ หรือ เรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้น ล้วนไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะเรื่องราวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สิ่งที่นักดนตรีบำบัดฟังนั้น คือ องค์ประกอบทุกอย่างของดนตรี ไม่ว่าจะเป็น rhythmic, tonal, texture, dynamic, slicence, and timbre และในขณะเดียวกัน เราก็แสดงความตั้งใจของเราในการฟังเพลงของเขาโดยการ ถามว่า:

“ฉันคิดว่าฉันได้ยิน…..”

“สำหรับฉันดูเหมือนคุณกำลังจะบอกว่า……”

“เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณรู้สึก……”

ส่วนหลังจากนี้ก็จะขึ้นอยู่กับกระบวนการบำบัดของแต่ละคนคะ

แค่เป็นผู้ฟังที่ดีก็สามารถทำให้หลายคนสบายใจขึ้นมากเลยคะ

Transference and Countertransference

Standard

สวัสดีคะ วันนี้ขออนุญาตินำบทความดีๆจาก คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา มาบอกเล่ากันนะคะ

เรื่อง transference and countertransference เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการบำบัดรักษาหลายแขนงรวมไปถึงดนตรีบำบัดด้วยคะ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนอยู่ซักหน่อย แต่ว่าบทความของเพจหมอเจษฏา อธิบายไว้ได้เข้าใจมากเลยคะ จึงอยากจะมาแชร์ให้ทุกคนได้ความรู้กัน

ความรู้สึกที่คนไข้มีต่อหมอ vs ความรู้สึกที่หมอมีต่อคนไข้

ชั่วโมงนี้ คงไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะถูกกล่าวขวัญถึงได้มากเท่ากับหนังเรื่อง “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ”อีกแล้ว เนื้อเรื่องย่อพูดถึงหนุ่มฟรีแลนซ์กราฟฟิคดีไซน์คนหนึ่งที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนร่างกายทนไม่ไหวและมีผื่นขึ้นตามตัวจนต้องไปหาหมอ และเกิดความรู้สึกดีๆกับหมอที่รักษาจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการดูแลตนเอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ในทำนองนี้สามารถเกิดขึ้นกับเราทุกคนได้ เพราะไม่วันใดวันหนึ่งเราก็อาจจะไม่สบายและต้องไปหาหมอ และหมอเองก็มีบุคลิกมากมายหลากหลายแตกต่างกันไป แต่ก็อาจจะมีซักครั้้งที่เราเองจะมีความรู้สึกบางอย่างต่อหมอที่เราไปพบ และนั่นเป็นที่มาของบทความชิ้นนี้ครับ
.
.
.
ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย (โดยเฉพาะผู้ป่วยทางจิตเวช)นั้น นอกจากการบำบัดรักษาด้วยยาแล้ว กระบวนการรักษาที่มีความสำคัญและสร้างความแตกต่างจากหมอสาขาอื่นๆ ก็คือ “การทำจิตบำบัด” (Psychotherapy) ซึ่งจิตบำบัดนี้ เป็นกระบวนการบำบัดรักษาจิตใจหรือบุคลิกภาพที่ผิดปกติให้กับคนไข้ โดยวิธีทางจิตวิทยา เช่น การพูดคุย การปรับพฤติกรรม การทำกิจกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะบางอย่าง ฯลฯ เพื่อบรรเทาปัญหาและความผิดปกติของผู้ป่วยและทำให้ผู้ป่วยมีวุฒิภาวะที่ดีขึ้น มีความพึงพอใจและพึ่งตนเองได้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการทำจิตบำบัดที่หมอจะพูดถึงในวันนี้ ก็คือ “ความรู้สึกที่คนไข้มีต่อหมอ” หรือ “Transference” และ “ความรู้สึกที่หมอมีต่อคนไข้” หรือ “Countertransference”

ความรู้สึกที่คนไข้มีต่อหมอ (Transference) หมายถึง ปฏิกิริยาและความรู้สึกทุกชนิดที่คนไข้มีต่อหมอหรือผู้บำบัด โดยแบ่งออกได้เป็นความรู้สึกทางบวก เช่น ความรู้สึกเคารพ รัก เป็นมิตร ร่วมมือกับผู้รักษา และความรู้สึกทางลบ เช่น โกรธ น้อยใจ เกลียด ต้องการเป็นคู่แข่ง ฯลฯ ซึ่งที่มาของความรู้สึกเหล่านี้ อาจเกิดจากเหตุการณ์จริงที่เกิดในบริบทของการการรักษา หรือเกิดจากการโยกย้ายความรู้สึกในจิตใต้สำนึกที่เคยมีต่อบุคคลคัญในชีวิตของเขาในอดีต (เช่น พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายาย) ไปยังผู้บำบัด ซึ่งเป็นผู้มีความสำคัญต่อตัวเขาในปัจจุบัน ซึ่งจะมีมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ในอดีตที่เก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึกด้วย

ความรู้สึกที่คนไข้มีต่อหมอนี้นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของการบำบัดรักษา เพราะบำบัดที่ชำนาญจะสามารถเชื่่อมโยงความรู้สึกนี้เพื่อให้คนไข้ได้เข้าใจอดีตของตนเองได้มากขึ้น และช่วยให้มองเห็นความขัดแย้งจากเหตุการณ์ในอดีตซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้ดีขึ้นอีกด้วย
.
.
.
ในขณะที่คนไข้มีความรู้สึกต่อหมอ หมอเองก็มีความรู้สึกต่อคนไข้เช่นกัน และมันถูกเรียกว่า “Countertransference” ซึ่งก็คล้ายกับTransference ที่อาจจะเป็นได้ทั้งด้านบวก เช่น รักห่วงใย สงสาร หรือด้านงลบ เช่น หมั่นไส้ เกลียดชัง เบื่อหน่าย ฯลฯ สิ่งที่ผู้บำบัดรักษาควรทำคือ คอยสังเกตอารมณ์จิตใจของตนเองให้ดี เมื่อพบว่าตนเองมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นก็ให้พยายามรู้เท่าทันมัน และต้องอย่าให้สิ่งนี้ส่งผลเสียต่อกระบวนการรักษา ค่อยๆใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในที่มาของความรู้สึกเหล่านี้ ซึ่งหากทำได้ดีนอกจากจะช่วยให้กระบวนการบำบัดรักษาประสบความสำเร็จแล้ว ยังช่วยให้ผู้บำบัดมีความเติบโตทางบุคลิกภาพและจิตใจมากยิ่งขึ้น หรือพบว่าเกิดความรู้สึกในด้านลบที่รุนแรงจนไม่อาจปรับปรุงได้ การแจ้งให้คนไข้ได้ทราบทางเลือกที่จะเปลี่ยนผู้บำบัดรักษาก็นับเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง
.
.
.
.
By…คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
٩(^‿^)۶ [ ]–[“””””|”””””|”””””|]>——
www.facebook.com/D2JED

การฟังดนตรีเพื่อคลายเครียด

Standard

หลายงานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าดนตรีมีผลอย่างลึกซื้งต่อร่างกายและจิตใจ การฟังเพลงมีผลให้ร่างกายผ่อนคลาย ดนตรีช่วยชะลอการเต้นของชีพจรและหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิต และ ลดระดับฮอร์โมนความเครียด

ทางด้านจิตใจ ดนตรีสามารถเคลื่อนไหวความรู้สึกของเรา หากใครเคยร้องไห้ไปกับเพลงเศร้า หรือ รู้สึกสนุกสนานไปกับเพลงจังหว่ะเร็ว นี่หล่ะคือสิ่งที่ดนตรีกำลังทำงานกับจิตใจของเรา

หากใช้ดนตรีให้ถูกทางดนตรีสามารถนำความรู้สึกบวกมาให้จิตใจ ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้เรามองโลกในแง่ดี

ฟังเพลงประเภทไหนดีถึงคลายเครียด

เพลงบางประเภทมีความเหมาะสมสำหรับการทำสมาธิและจะสามารถช่วยให้จิตใจชะลอตัวลงและเริ่มต้นการตอบสนองความผ่อนคลาย เช่น เพลงจังหว่ะช้า เสียงน้ำไหล เสียงฝน เป็นต้น เพลงคลาสสิกบางเพลงก็มีประสิทธิภาพเพื่อการนอน งานวิจัยในเด็กวัยรุ่นบางคน เด็กที่ชอบฟังเพลง heavy metal สามารถทำให้เขาผ่อนคลายได้ เนื่องจากเป็นการช่วยปลดปล่อยความรู้สึกด้านลบออกมา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กุญแจสำคัญของการรู้ว่าเพลงไหนสามารถช่วยเราผ่อนคลายได้ คือ การสำรวจความรู้สึกของตัวเองระหว่างฟังเพลงต่างๆ ว่ามีความรู้สึกแบบไหนที่กำลังเกิดขึ้น การฟังเพลงที่เราชอบก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการผ่อนคลายตัวเอง

คุณฟังเพลงครั้งสุดท้ายเมื่อไร?

เมื่อคนมีความเครียดมากมักมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการฟังเพลง บางทีมันอาจจะรู้สึกเหมือนเสียเวลาและไม่ช่วยในการบรรลุอะไร แต่ที่เรารู้ว่าตัวเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อความเครียดลดลง ดังนั้นนี่เป็นพื้นที่ที่เราสามารถได้รับผลตอบแทนที่กว้างใหญ่ ในชีวิตที่วุ่นวายคุณลองเล่นแผ่นซีดีในรถหรือ เปิดเพลงในขณะอาบน้ำ หรือร้องเพลง เพียงแค่คลิกเพลงในมือถือของคุณ คุณก็สามารถหลุดจากโลกที่วุ่นวายนี่ได้

ดนตรีกับผู้สูงอายุที่มีสภาวะสมองเสื่อม

Standard

ดนตรีมีพลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่ประสบปัญหาสมองเสื่อม หรือ ที่เกี่ยวข้อง และมันสามารถจุดประกายผลลัพธ์ที่น่าสนใจแม้จะอยู่ในช่วงสมองเสื่อมระยะสุดท้าย

เมื่อดนตรีถูกใช้อย่างเหมาะสม, ดนตรีสามารถเปลี่ยนอารมณ์, ช่วยในการจัดการความเครียด, กระตุ้นการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก, ช่วยในเรื่องระบบประสาท และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะ การตอบสนองต่อจังหว่ะไม่ว่าจะเป็นการเล่นหรือการร้อง ไม่ต้องใช้ความรู้ในการตอบสนอง แต่เป็นการตอบสนองโดยตรงจากสมอง
ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมขั้นต้น

  • ลุกขึ้นมาเต้นตามเสียงดนตรี
  • ฟังเพลงที่ชอบในอดีต แต่ถ้าผู้ป่วยบ่นว่าเสียงแย่ ก็ปิดเพลง เพราะการได้ยินนั้นสำคัญต่อผู้ป่วย
  • ไปดูคอนเสริตตามสถานที่ต่างๆ แต่ให้คำนึงถึงความอดทนและอารมณ์ของผู้ป่วยเป็นหลัก
  • เล่นเครื่องดนตรี
  • รวบรวมประวัติดนตรีที่ชื่นชอบ เพื่อช่วยในเรื่องความจำหรือรื้อฟิ้นความทรงจำได้

ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมขั้นกลาง

  • ร้องคาราโอเกะ
  • ฮำเพลงหรือร้องเพลงขณะเดินเพื่อช่วยในเรื่องการทรงตัว
  • เปิดเพลงบรรเลงเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ และลดความกังวล

ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมขั้นสุดท้าย

  • ทำคอเล็คชั่นเพลงที่ชื่นชอบและเปิดฟัง
  • เลือกเพลงง่ายๆให้ร้อง
  • เล่นเพลงกล่อมเบาๆเพื่อเพิ่มความสบายใจ
  • ออกกำลังกายอย่างง่ายๆไปพร้อมกับดนตรี
  • ตีกลอง หรือเครื่องเคาะจังหว่ะอื่นๆ
  • ใช้การแสดงออกทางสีหน้าเพื่อสื่อสารความรู้สึกเมื่อทำกิจกรรมเหล่านี้

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับจิตแพทย์ Therapy and the Misunderstanding

Standard

“เออ ชั้นไปหาจิตแพทย์มาอะ”

เมื่อหลายคนได้ยินคำนี้แล้ว ความรู้สึกแว็บแรกที่แปล็บเข้ามาคืออะไรคะ?

ตกใจ?

กลัว?

ไม่แน่ใจ?

มันอาจจะมีหลายๆความรู้สึกปะปนกันไป แต่ว่า การตอบสนองแรกของทุกคนส่วนใหญ่ (เท่าที่เคยเจอมา) จะเป็น

“เฮ้ย!!!!! ขนาดนั้นเลยหรอแก”

มันเป็นอารมณ์ที่เหมือนปนๆกันในหลายๆอย่าง ผู้คนส่วนใหญ่พอได้ยินว่าคนๆนึงไปหาจิตแพทย์ มักจะคิดกันไปไกลเกินนนนนนนนนน มักจะคิดกันว่า

“มันเป็นบ้าหรือเปล่าวะ”

อยากจะให้ลองคิดว่า คำว่า “บ้า” ในภาษาไทย หมายถึงอะไร

หลายคนอาจจะคิดถึง โรงพยาบาลศรีธัญญา ทันที เพราะเป็นสถานที่ คนคิดว่า รักษาคน “บ้า”

ความหมายของคำว่า “บ้า” ในภาษาไทยน่าจะหมายถึง อาการณ์ทางจิตที่เข้าขั้นรุนแรง ประเภท เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอน พูดกับตัวเอง อยู่ในโลกที่ไม่เป็นความจริง แต่ทั้งหมดนี้คำว่า “บ้า” ไม่สามารถครอบคลุมอาการทางจิตอื่นๆได้

อาการณ์ทางจิตอื่นๆ? หมายความว่าไงอะ? ฟังดูไม่ค่อยดีเลยเนอะ ว่ามะ?

ลองมายกตัวอย่างกับสิ่งที่เรียกว่า “อาการทางจิต” กันดีกว่า

เมื่อคนเราอกหัก ร้องไห้ ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ออกไปข้างนอก ไม่สนใจทำอะไร วันๆนั่งแต่เศร้าเสียใจ นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ บางคนเสียใจจนไม่กินอาหาร หรือบางคนเสียใจ ก็กินเอาๆ บางคนมีความคิดว่า อยากตาย คนเรามักคิดว่่า นี่คือสิ่งปกติที่คนอกหักเขาเป็นกัน เพราะคิดว่าชั้นไม่เป็นไร  เพราะชั้นไม่ได้ “บ้า” ชั้นไม่ได้เพ้อ ชั้นไม่ได้พูดกับตัวเองคนเดียว ชั้นไม่ได้เห็นภาพหลอน ชั้นยังมีสติดีสมบูรณ์

คุณผู้อ่านคะ คุณคิดว่า สภาวะนี้คือสภาวะอะไรคะ? เพราะคนส่วนใหญ่เมื่ออกหักก็จะมีอาการประมาณนี้ คนเลยคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผลที่คนจะเป็นกัน แต่ในทางจิตเวชแล้ว เขาประเมิณอาการนี้ว่า “สภาวะซึมเศร้า” ก็เนืองๆกับโรคซึมเศร้านั่นหล่ะคะ แล้วแต่ว่าคนเราจะไปถึงเลเวลไหน น้อยก็มี มากจนถึงขั้นตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองก็เห็นกันบ่อย

นี่คือสภาวะที่เรียกว่า สุขภาพจิตไม่ปกติ ฟังดูเหมือนเข้าขั้นรุนแรง แต่ลองคิดว่า เมื่อเราป่วย ร่างกายอ่อนแอ คออักเสป ไอ เราก็คิดว่า เออ ร่างกายเราไม่ปกติอย่างที่เราเคยเป็น จิตใจก็เหมือนกันคะ เมื่อสุขภาพจิตแข็งแรง เราก็จะมีความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย แต่เมื่อสุขภาพจิตไม่ปกติ หรือ สุขภาพจิตป่วย เราก็จะมีอาการหลายๆอย่างออกมา แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรับรู้ถึงความผิดปกติของสภาพจิตใจ เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ก็มันไม่ได้ร้ายแรงอะไรหนิ ชั้นไม่ได้เพ้ออออออออ

ถ้าให้พูดให้เข้าใจมากขึ้น ก็จะบอกว่า สิ่งไหนที่คนคุ้นเคย เคยชิน พอมาเจอสิ่งที่ไม่คุ้น ไม่รู้จัก ไม่เคยเจอ แตกต่าง คนส่วนมากก็มักจะคิดว่ามันผิดปกติ เมื่อเราดำเนินชีวิตที่ล้อมรอบไปด้วยสิ่งคุ้นเคย เราก็จะสร้างกรอบความคิดยึดติดกับความคุ้นเคยของเราขึ้นมา  ยกตัวอย่างเช่น ร่างกายป่วย เป็นเรื่องปกติ เพราะคนก็ป่วยกัน เจอกันตั้งแต่เด็กยังแก่ แต่คนสุขภาพจิตป่วย มันไม่มีคนมาบอก แถมบางคนไม่รู้ตัวว่าด้วยซ้ำสุขภาพจิตไม่ดี ไม่มีใครออกมาบอก คนส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยตระหนัก บางคนอาจจะเคยเจอคนที่ โมโหร้าย ทำร้ายร่างกาย คนเราก็จะคิดกันไปแค่ว่า เออ คนนั้นมันนิสัยไม่ดี มันแย่ อย่าไปเข้าใกล้ แต่ใครจะออกมาบอกโต้งๆว่า สาเหตุที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะว่า สุขภาพจิตเขามีปัญหา งานวิจัยทั่วโลกเขาวิจัยออกมาว่า เมื่อระบบประสาททำงานผิดปกติ มันก็ส่งผลถึงอาการทางจิตและ เมื่อมีอาการป่วยทางจิต ก็จะส่งผลต่อ พฤติกรรมที่คนธรรมดาทั่วหาว่าแปลก

เพราะฉะนั้นแล้ว สุขภาพจิตป่วยถือเป็นเรื่องปกติ เพราะคนก็เป็นกัน ไม่อยากให้ไปคิดถึงขนาดที่ว่า โออออออออออออออออออออ มันรุนแรง ชั้นมันตัวประหลาด จิตป่วย คนอื่นเขาไม่เป็นกัน อยากจะให้กำลังใจว่า คนทั้งโลกก็มีกันคะ มีเวลาดี และเวลาไม่ดี ก็เหมือนร่างกาย ที่วันนี้แข็งแรง แต่พรุ่งนี้ถ้าดันกินอาหารสกปรก ก็อาจจะป่วยได้

การดูแลรักษาแต่เริ่มแรกเมื่อป่วย ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะว่าสุขภาพจิตไม่เหมือนสุขภาพร่างกาย อย่ารอให้ป่วยหนัก เพราะมันจะใช้เวลานานนับปีกว่าจะหาย หรือ มันอาจจะกลายเป็นแผลใจตลอดชีวิต

ถ้าใครอยากใช้ชีวิตอย่างสุขภาพกายและใจดี ก็ควรจะดูแลตัวเอง และรู้ว่าเมื่อไรเราควรจะเข้ารับการรักษานะจ๊ะ

 

What will you react when someone is telling you to go to see therapist?

Is that hard to accept that you are having a mental health problem?

Will you resist to go? Will you say “no! I am fine” Will you become more defensive?

Will you think you can handle your problem by yourself?

Why you resist to accept? Is that hard to accept that your mental health is unhealthy?

I understand it is hard to accept that you are having trouble with your mental. But let’s be more simple. Mental health is needed to take care as well as your health. If you have mental health problem, it doesn’t mean you are a freak! It is simple to have it. It is like when you get sick or flu. Most people might not realize or aware that their mental health is not healthy because it was blended with your personality. For example, when you break up, you isolated, eat less or too much, no energy to do anything, want to be in the room and cry. We (therapists) see these are depressive symptoms. In contrast, most people see, this is just the symptoms after broken heart. It is normal to have it. Well, yes this is normal they were right. But when we identify this is psychobabble most people might freak out. When people face something that they are not familiar (like talking with psychobabble language), they tended to get panic.  Their live is simple and live with all the familiar things so this affect people thought. Most people has a curtain way of thinking because they get familiar with what they experience, information, and living.  Therefore, when they found something unfamiliar, they tend to think, this is strange. However, the unfamiliar thing doesn’t mean it never happen in this world. It doesn’t mean it is strange.

In conclusions, having mental health issue, doesn’t mean you are crazy or a freak. It is just like when you get sick and you need some help before the symptoms will be more serious. Seek the therapist since your problem is not getting serious.

คุณสมบัติของ Music Therapist (What Music Therapist should have?)

Standard

According to the previous, we talked about the schools who are providing music therapy program.

This post will ask you about “Why are you in music therapy?”

This is a simple question that asks in many different field.

It is ok, if you don’t know why you are here. You just have to try and if you don’t like then try something else.

At the beginning, I was like that as well.

My thought became more clear while I was receiving the music therapy education. “I like to help people.”

So that’s it!!!! I continue studying in that program. I enjoyed it.

What music therapist should have?

  1. Genuine interest in people
  2. Caring and professional
  3. Empathy
  4. Patience
  5. Creative
  6. Imagination
  7. Open to new idea
  8. Understanding oneself
  9. Love of music
  10. Affect: this is about your general appearance. Face, clothing, and body language.
  11. Gentleness
  12. Reinforcing
  13. Quick thinkg
  14. Don’t entertain, Interact
  15. Don’t break when in difficult situation
  16. Intellectually Aware
  17. Hard working

(Borczon, R., 2004. Music Therapy: A fieldwork Primer, New Hampshire, Barcelona publishers)